การแสวงหาลักษณะชีวิต

Derek Prince
Published: 2005
Last Updated: tháng 9 năm 2026
Read Time: 10
ในจดหมายฉบับนี้ เดเร็ก พรินซ์ กล่าวถึงอุปนิสัย ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยทางพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขนเท่านั้น ท่านเริ่มต้นคำสอนด้วยคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดจากพระคุณ ซึ่งพระเจ้าทรงคาดหวังจากผู้ที่พำนักบนภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์ เดเร็กเรียกคุณลักษณะเหล่านี้ว่า “เครื่องหมายของจริยธรรมคริสเตียน” ท่านจบคำสอนด้วยการอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับเพื่อนคริสเตียนและกับพระเจ้า สรุปแล้ว ในฐานะคริสเตียน เราต้องมองว่าเราเป็นคริสตจักรเดียวกัน ทำงานร่วมกัน
เมื่อเรานึกถึงเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น เมืองไมอามี เราอาจจะบอกว่ามีคริสตจักรที่หลากหลายในเมืองไมอามี่ แต่ผมไม่คิดว่าพระเจ้าจะทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นเพียงคริสตจักรเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้วในหนังสือวิวรณ์ได้บอกกับเราว่า พระเยซูจะทรงสมรสกับคริสตจักรหรือเจ้าสาวของพระองค์ และผมก็ไม่ได้เชื่อว่าพระเยซูจะทรงเป็นผู้ที่มีคู่สมรสหลายคน พระองค์ทรงสมรสกับ คริสตจักรเดียวเท่านั้น ดังนั้นเราอาจจะนึกถึงคริสตจักรต่างๆ มากมาย แต่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นคริสตจักรเพียงคริสตจักรเดียว เมื่อเปาโลเขียนจดหมายฝากของท่าน ท่านไม่ได้เขียนถึงคริสตจักรแบ๊บติสในเมืองโครินธ์ หรือคริสตจักรโอเพนไบเบิ้ลในกรุงโรม หรือคริสตจักรอีแวนเจลิคัลในเมืองเอเฟซัส แต่ท่านเขียนถึงคริสตจักร (the Church) ในเมืองนั้นๆ เสมอ (ซึ่งหมายถึง คริสตจักรเดียวของพระคริสต์ - ผู้แปล) ทุกวันนี้เราเปลี่ยนแปลงไปไกลจากจุดนั้นมาก แต่ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะทรงเคยเปลี่ยนพระทัยของพระองค์
ดังนั้น ผมเชื่อว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำของคริสต์ศาสนิกชนที่ประชุมกันในคริสตจักรภายในเมืองหรือภูมิภาคนั้นๆ จะต้องรู้วิธีสร้างสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องง่ายมากที่จะมีตนเองเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือ คิดถึงเพียงแต่ “คริสตจักรของฉัน” เท่านั้น และมุ่งความสนใจไปที่สิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียว แต่นั่นไม่ใช่ทัศนคติตามแบบพระคัมภีร์ ผมเชื่อว่าเราควรมองเห็นกันและกันในฐานะผู้ปกครองร่วมภายใต้คริสตจักรเดียวกัน หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของลักษณะชีวิตคริสเตียนจะถูกเปิดเผยออกมาโดยการถามตัวเราเองว่า 'ไม้กางเขนมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของเราแต่ละคน' ในกาลาเทีย 2:20 เปาโลได้วางมาตรฐานเอาไว้ว่า
“ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า” (THSV11)
ผมได้ถามตัวเองว่าสิ่งนั้นเป็นจริงในชีวิตของผมหรือไม่ เพราะนั่นคือการปกป้องเพียงอย่างเดียว ในกาลาเทีย 5:24 เปาโลได้กล่าวต่อไปว่า
“ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้ตรึงเนื้อหนังไว้ที่กางเขนพร้อมกับราคะและตัณหาแล้ว” (THSV11)
และนั่นคือคำอธิบายที่กล่าวถึงผู้ที่เป็นของพระคริสต์อย่างแท้จริง คำอธิบายนั้นไม่ได้บอกว่าพวกเขาอยู่ในคริสตจักรโอเพนไบเบิ้ล หรือเป็นแบ๊บติส หรือเพรสไบทีเรียน หรือคาทอลิก เครื่องหมายเดียวของผู้ที่เป็นของพระคริสต์อย่างแท้จริงก็คือ พวกเขาได้ตรึงเนื้อหนังของตนไว้ที่กางเขนแล้ว
ในโรม 6:6 เปาโลกล่าวว่า “ตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้แล้ว” นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าทำ แต่ในกาลาเทีย 5:24 เปาโลกล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องทำคือ คุณต้องตอกตะปูตรึงธรรมชาติเนื้อหนังของคุณเอง และการถูกตรึงนั้นเจ็บปวดเสมอ ไม่มีการถูกตรึงใดที่ไม่เจ็บปวด
มาตรฐานของพระเจ้า
เมื่อเราได้ยอมรับความจริงแล้วว่า ลักษณะชีวิตเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้โดยผ่านทางไม้กางเขนเท่านั้น ให้เรามาดูภาพของลักษณะชีวิตที่พระเจ้าทรงคาดหวังกัน สิ่งนี้มีบันทึกในสดุดีบทที่ 15
“ข้าแต่พระยาห์เวห์ ผู้ใดจะอาศัยอยู่ในพลับพลาของพระองค์? ผู้ใดจะอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์ของพระองค์? คือผู้ดำเนินชีวิตอย่างหาที่ติมิได้และทำสิ่งที่ชอบธรรม และพูดความจริงจากใจของตน ผู้ไม่ใช้ลิ้นของตนในการนินทาว่าร้าย ไม่ทำชั่วต่อเพื่อน และไม่เยาะเย้ยเพื่อนบ้านของตน ในสายตาของเขา คนถ่อยเป็นผู้ที่น่าดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่เขายกย่องผู้ที่ยำเกรงพระยาห์เวห์ ถึงสาบานแล้ว และต้องเสียประโยชน์ เขาก็ไม่กลับคำ เขามิได้ให้คนอื่นกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ย และไม่ยอมรับสินบนต่อสู้ผู้ไร้ความผิด ผู้ทำสิ่งเหล่านี้จะไม่หวั่นไหวเป็นนิตย์” (THSV11)
ข้อแรกของพระคัมภีร์ในบทนี้เป็นคำถาม และเพลงสดุดีที่เหลือเป็นคำตอบ ดาวิดได้ระบุคุณลักษณะเจ็ดประการของผู้ที่จะอาศัยอยู่ในภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้าเอาไว้ หากเราจะไปที่นั่น เราจำเป็นต้องมีคุณลักษณะเหล่านั้น ให้เรามาดูประเด็นเหล่านี้เกี่ยวกับบุคคลที่จะอาศัยอยู่ในภูเขาบริสุทธิ์ของพระเจ้า และขอให้จำไว้ว่าสิ่งเหล่านี้นั้นเกิดขึ้นได้โดยพระคุณ คือพระคุณเองที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ
ในตอนท้ายของข้อพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ทำสิ่งเหล่านี้จะไม่หวั่นไหวเป็นนิตย์” คนประเภทนี้เป็นคนที่ไม่ได้หวั่นไหวง่ายๆ หากผู้ปกครองทุกคนในคริสตจักรเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีปัญหาในคริสตจักร ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายของจริยธรรมคริสเตียน หากเราต่างฝึกฝนตามสิบประการข้างต้นนี้ เราก็จะสามารถขจัดวิกฤตด้านจริยธรรมในคริสตจักรออกไปได้
ให้เรามาดูในโคโลสี 3:3–5 และเจาะลึกยิ่งขึ้นไปอีก
“เพราะว่าท่านตายแล้ว และชีวิตของพวกท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านทั้งหลายทรงปรากฏ ในเวลานั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย เพราะฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่าน คือการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ (ซึ่งเป็นการบูชารูปเคารพ)” (THSV11)
พระคริสต์ทรงเป็นชีวิตของเรา ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่สามารถทำลายได้ ไม่สามารถทำให้สูญสิ้นไปได้ ไม่สามารถเอาชนะได้ และจะคงอยู่ต่อไปเป็นนิตย์ เปาโลกล่าวเสริมอีกว่า “บัดนี้จงประหารโลกียวิสัยในตัวท่าน” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คุณต้องทำให้สิ่งเหล่านั้นตายไป นี่ไม่ใช่ประสบการณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เป็นชีวิตที่ต้องมีวินัยอย่างต่อเนื่อง
“เพราะฉะนั้น ในเมื่อมีความชูใจในความสัมพันธ์กับพระคริสต์ มีการปลอบโยนจากความรัก มีการสามัคคีธรรมกันจากพระวิญญาณ และมีความเห็นใจกันและความเมตตากรุณา ก็ขอให้ท่านทั้งหลายทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยม ด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรักอย่างเดียวกัน มีจิตใจและความคิดเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวด้วยใจถ่อม อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย” (THSV11)
ในฟีลิปปี 2:1–4 เปาโลบรรยายถึงทัศนคติของเราว่า หากเราต้องการรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในพระกายของพระคริสต์ไว้ เปาโลได้ใช้คำที่แตกต่างกันหลายคำ แต่มีคำเดียวที่ครอบคลุมทั้งหมด นั่นคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และนั่นคือ กุญแจสู่ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สุภาษิต 13:10 กล่าวว่า “เพราะความทะนงตัวเท่านั้น การวิวาทจึงเกิดขึ้น” (KJV) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความทะนงตัว ก็คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และนี่คือวิธีที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้
พระคัมภีร์ไม่เคยบอกว่าพระเจ้าจะทรงทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน พระคัมภีร์บอกเราเสมอว่าให้เราถ่อมตัวเราเองลง สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำเพื่อเรา แต่เป็นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อตัวของเราเอง
เปาโลยังกล่าวอีกด้วยว่า อย่าปล่อยให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นด้วยความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว ตามความคิดเห็นของผมนั้น ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัวคือ ปัญหาเดียวที่ยี่งใหญ่ที่สุดในคริสตจักร
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารเกี่ยวกับศาสนาแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เมื่อหลายปีก่อนผมได้พูดกับเขาว่า “หลายบทความในนิตยสารของคุณเป็นบทความที่็ดีนะ แต่หลังจากที่ผมได้อ่านโฆษณาแล้ว ผมรู้สึกอยากไปอาบน้ำ เพื่อชำระล้างความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป เพราะทุกอย่างที่โฆษณาล้วนเป็นการส่งเสริมหรือโปรโมทตนเองทั้งสิ้น”
นี่เป็นเรื่องส่วนบุคคล
ศาสนาคริสต์เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่ถูกต้องเป็นหลัก ไม่ใช่หลักคำสอนที่ถูกต้อง ข่าวประเสริฐไม่ใช่ชุดของกฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ใช่คำกล่าวเกี่ยวกับพระเจ้า ไม่ได้เกิดจากการรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า จุดประสงค์ของข่าวประเสริฐคือ ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า การเทศนาข่าวประเสริฐใดๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้าก็คือความหายนะนั่นเอง
ในมัทธิว 18:15–17 พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับวิธีการรักษาความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับผู้อื่นไว้ว่า
“หากพี่น้องของท่านคนหนึ่งทำผิดต่อท่าน จงไปหาและชี้ความผิดต่อเขาสองต่อสองเท่านั้น ถ้าเขาฟังท่าน ท่านจะได้พี่น้องคืนมา แต่ถ้าเขาไม่ฟังท่าน จงพาอีกคนหนึ่งหรือสองคนไปด้วย เพื่อให้คำพูดทุกคำได้รับการยืนยันด้วยปากของสองสามคนเพื่อทุกคำจะเป็นหลักฐานได้ ถ้าเขาไม่ฟังคนเหล่านั้น จงไปแจ้งต่อคริสตจักร ถ้าเขายังไม่ฟังคริสตจักรอีก ก็ให้ถือว่าเขาเป็นเหมือนคนต่างชาติหรือคนเก็บภาษี” (THSV11)
ดังนั้นจึงมีอยู่สามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องคือ คุณไปหาพี่น้องคนนั้นตัวต่อตัว หากคุณสามารถจัดการได้ด้วยลำพังตัวคุณเอง คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรต่ออีก แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้หาพยานที่เชื่อถือได้สักสองสามคนเพื่อบันทึกเรื่องที่ได้พูดคุยกัน หากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ให้นำเรื่องนั้นแจ้งต่อหน้าคริสตจักร และไม่ว่าคริสตจักรจะตัดสินอย่างไรก็จะต้องทำตามนั้น หากเขายังไม่ฟังคริสตจักร ก็อย่าปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้เชื่ออีกต่อไป เพราะเขาได้สูญเสียสิทธิ์ที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้เชื่อไปแล้ว
สิ่งนั้น (หมายถึง การตัดสินของคริสตจักร - ผู้แปล) ทำให้คริสตจักรมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ผมมักจะสงสัยว่ามีคริสตจักรแห่งใดบ้างที่อยู่ในสถานะที่จะทำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้พระเยซูได้ทรงตรัสต่อไปในข้อ 19 และ 20 ว่า
“เราบอกพวกท่านอีกว่า ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้ เพราะว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น” (THSV11)
ในภาษากรีกคำว่า “เห็นพ้องกัน” เป็นคำศัพท์ทางด้านดนตรี และเป็นที่มาของคำว่า “ซิมโฟนี" (หมายถึงดนตรีประสานเสียงวงใหญ่ - ผู้แปล) คำดังกล่าวบรรยายถึงความประสานกลมกลืนกัน และพระเยซูทรงตรัสว่า “ถ้าพวกท่านสองคนจะร่วมใจกันทูลขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดในโลก พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ก็จะทรงทำสิ่งนั้นให้” ผมไม่ใช่นักดนตรี แต่ผมรู้ว่าการที่ได้ยินดนตรีที่เกือบจะประสานเข้ากันได้นั้น มันเป็นอะไรที่ทรมานเอามากๆ ผมเคยเห็นความสัมพันธ์แบบคริสเตียนมากมายที่เกือบจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และผมคิดว่าพระเจ้าก็คงจะทรงปิดพระกรรณของพระองค์ในสวรรค์ด้วยเหมือนกัน
คุณอาจสังเกตเห็นว่าผมข้ามข้อ 18 ไป ให้เรามาพิจารณากัน
“เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า สิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวห้ามในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และสิ่งใดๆ ที่พวกท่านจะกล่าวอนุญาตในโลก สิ่งนั้นก็จะได้รับอนุญาตในสวรรค์”
นั่นเป็นสิทธิอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก! ในแง่หนึ่งนั้น สิทธิอำนาจแห่งสวรรค์ถูกมอบไว้ให้กับเราแล้วในฐานะผู้เชื่อ แต่ให้เราสังเกตว่า เราต่างหากที่ต้องลงมือกระทำเอง ผมมักจะได้ยินคริสเตียนอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงผูกมัดหรือทรงปลดปล่อยบางสิ่งออกไป แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวเอาไว้ พระเจ้าทรงตรัสว่า “เจ้าจงผูกมัดมันในนามของเรา” มันขึ้นอยู่กับเราที่จะมีความเชื่อและความกล้าที่จะทำสิ่งนั้นหรือไม่ ฉะนั้นเมื่อเราผูกมัดสิ่งใดบนโลก สิ่งนั้นก็ถูกผูกมัดบนสวรรค์แล้ว
หลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นผู้รับใช้ที่เป็นคริสเตียนหลายท่านที่รู้สึกไม่มั่นคง เพราะความมั่นคงของพวกเขาขึ้นอยู่กับความสำเร็จ แต่ผมมีมุมมองชีวิตที่แตกต่างจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง สำหรับผมนั้น ความสำเร็จคือการทำให้พระบิดาพอพระทัย และความมั่นคงก็คือการที่ได้รู้ว่าผมได้รับความรักจากพระบิดา ผมเชื่อว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่พระกิตติคุณมุ่งหมายจะทำให้เกิดขึ้น หากศิษยาภิบาลทุกคนในเมืองมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้พระบิดาพอพระทัย ก็จะไม่มีการชิงดีชิงเด่น และไม่มีการแข่งขันซึ่งกันและกันเลย
ผมเชื่อว่านั่นคือวิธีที่พระเจ้าต้องการให้เราดำเนินชีวิต และผมก็เชื่อว่านี่คือคำตอบสำหรับคำถามว่าด้วยเรื่องจริยธรรมคริสเตียน หากเรามีสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระบิดาแล้ว ความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมดก็จะลงตัวตามไปด้วย

Tải xuống miễn phí
Thư giảng dạy này có thể tải xuống, in và chia sẻ để sử dụng cho cá nhân hoặc hội thánh.
Mã số: TL-L049-100-THA

